วันพุธที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2560

ดีมากๆ 26 สมุนไพรจีน ช่วยบำรุงสุขภาพและบำบัดโรคต่างๆ


ดีมากๆ 26 สมุนไพรจีน ช่วยบำรุงสุขภาพและบำบัดโรคต่างๆ

สมุนไพรจีน เครื่องยาจีนนั้นมีหลากหลาย ส่วนใหญ่นั้นเป็นวัตถุดิบหาง่าย และมีขั้นตอนในการปรุงไม่ซับซ้อน ปัจจุบันผู้คนให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง

26 สมุนไพรจีน…บำรุงสุขภาพและบำบัดโรค

1. แปะจี้
เป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณช่วยระงับประสาท และอาการปวดศรีษะ วิงเวียน โดยเฉพาะในสตรีอันเนื่องจากเลือดลมผิดปกติ

2. ขิงสด หรือ ขิงม่วง
ขิงอ่อนเรียกว่า จี่เกีย ส่วนขิงแก่เรียกว่า บอเกีย ขิงนำมาใช้หลายส่วน ตั้งแต่ต้นจรดราก ซึ่งมีสรรพคุณต่างกัน ได้แก่
1.ราก มีรสหวาน เผ็ด ร้อนและขม แก้แน่นท้อง แก้ลม แก้เสมหะ แก้บิดช่วยเจริญอาหาร
2.เหง้า มีรสหวาน เผ็ด ร้อน ช่วยขับลม แก้บิด แก้ท้องอืด คลื่นไส้อาเจียน แก้อาการไอหอบ ขับเสมหะ
3.ต้น มีรสเผ็ด ร้อน ช่วยขับลม แก้จุกเสียด แก้ท้องร่วง
4.ใบ มีรสเผ็ด ร้อน แก้โรคประสาทซึ่งทำให้ใจขุ่นมัว ช่วยย่อยอาหาร แก้ขัดปัสสาวะ
5.ผล มีรสหวาน เผ็ด บำรุงน้ำนม แก้ไข้ แก้คอแห้ง เจ็บคอ แก้ตาฟาง เป็นยาอายุวัฒนะ

3. ลูกพลับ
ในภาษาจีนเรียกว่า เก่าจ้อ หรือ บี้ก้วย ชาวจีนถือเป็นผลไม้มงคลสำหรับเทศกาลต่างๆ เพราะมีสีเหลืองทองคำ นิยมนำพลับมาแปรรูปเป็นพลับแห้ง ลูกพลับมีธาตุเย็นและรสหวาน มีสรรพคุณช่วยบำบัดโรคความดันโลหิตสูง แก้โรคบิดในเด็ก แก้ไอและเจ็บคอ

4. รากบัว
หรือเหง้าบัว ในภาษาจีนเรียกว่า กวงพั้ง หรือ หน่อยเก๋า รากบัวที่ดีต้องมีสีขาว อวบ และใหญ่ รับประทานได้ทั้งดิบและสุก มีคุณค่าทางอาหารสูง นิยมใช้เป็นยาชูกำลัง แก้ร้อนใน ลดไข้ แก้ไอ แก้กระหายน้ำ ช่วยขับปัสสาวะและมีฤทธิ์เป็นยานอนหลับ

5. ดอกไม้จีน
ในภาษาจีนเรียกว่า จำฉ่าย เป็นพืชล้มลุกตระกูลเดียวกับลิลลี่ นิยมนำมาตากแห้ง เวลาใช้จึงต้องนำมาแช่น้ำ มีฤทธิ์เย็น และอุดมไปด้วย แคลเซียม เหล็ก ฟอสฟอรัส โปรตีน และวิตามินต่างๆ ช่วยให้สมองทำงานได้ดี เพิ่มความจำ ช่วยต้านอนุมูลอิสระ

6. ฮ่วยซัว
หรือมันเทศจีนมีชื่อเรียกหลากหลาย ทั้ง ห่วยซัวเอี๊ยะ,ซังเอี๊ยะ หรือจื่อเอี๊ยะ เป็นไม้ตามธรรมชาติขึ้นกระจายอยู่ทั่วไปในประเทศจีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น และเกาหลี ชาวจีนนิยมนำรากมาอบแห้งและทำเป็นยา ช่วยบำรุงกระเพาะอาหาร ตับ และม้าม รวมทั้งเสริมสร้างกระดูก กล้ามเนื้อ ป้องกันหวัดและแก้ร้อนใน

7. ชะเอม
ในภาษาจีนเรียกว่า กำเช่า เป็นเครื่องยาจีนที่มีสรรพคุณรักษาโรคหลายชนิด นำรากและลำต้นใต้ดินมาตากแห้ง มีกลิ่นหอมและรสหวาน ช่วยบำรุงปอด แก้ไอ แก้เจ็บคอ ช่วยย่อยอาหาร และบำบัดโรคกระเพาะ

8. แปะก๊วย
มีชื่อเรียกอื่น เช่น เหล่งงั่ง หุกจีกา หรือหุกจี้กะ จัดเป็นยาอายุวัฒนะชนิดหนึ่ง จากหลักฐานทางวิทยาศาสสตร์กล่าวว่า แปะก๊วยเป็นไม้โบราณที่มีมาก่อนยุคไดโนเสาร์ แปะก๊วยมีฤทธิ์เป็นกลาง มีรสหวาน ฝาดและขมเล็กน้อย ช่วยบรรเทาโรคสมองเสื่อม ช่วยให้เลือดไหลเวียนดี ขับเสมหะ บำรุงปอด รักษาโรคหอบ ขับพยาธิ บรรเทาอาการปวดท้องประจำเดือน ลดการเกิดตกขาว และยังมีสารเควอร์ซิทิน(Quercetin)ช่วยป้องกันมะเร็ง

9. เพกา
หรือลิ้นฟ้า ในภาษาจีนเรียกว่า โซยเตียจั้ว พบได้ทางตอนใต้ของประเทศจีน อินเดีย คนไทยใช้เพกาเป็นทั้งผักและยา เพกามีฤทธิ์เย็นมากและรสขมอมฝาด ช่วยให้เจริญอาหาร แก้ร้อนใน เจ็บคอ และวัณโรค

10. แบะตง
หรือ แบะเหมิ่งตง เป็นรากของต้นดวอร์ฟลิลลี่เทิร์ฟ(Dwarf Lilyturf) นิยมนำมาตากแห้ง มีกลิ่นหอมและรสหวานอมขมเล็กน้อย มีสรรพคุณแก้ร้อนใน แก้ไข้ แก้กระหาย ขับเสมหะ แก้อาเจียน ช่วยบำบัดอาการนอนไม่หลับ ท้องผูก หอบหืด บำรุงหัวใจ

11. โสม
มีต้นกำเนิดจากหลายพื้นที่แต่โสมจากจีนและเกาหลีเป็นที่รู้จักมากที่สุด นิยมนำรากและหัวของโสมมาตากแห้ง แล้วใช้ปรุงอาหารและปรุงยา ช่วยเผาผลาญอาหารในร่างกาย เสริมภูมิคุ้มกันโรค พร้อมทั้งมีสารที่ยับยั้งเซลล์มะเร็งได้

12. แป๊ะฮ่ะ
มีชื่อเรียกอื่นว่า เหม่หะฮวย หรือ หม่อลัย เป็นไม้ล้มลุก กลีบแป๊ะฮ่ะแห้งมีกลิ่นอ่อนๆ และรสขมเล็กน้อย ช่วยบำรุงลำไส้และกระเพาะอาหาร บำรุงและระงับประสาท บำรุงปอด เสริมพละกำลัง และบำรุงผิวพรรณ

13. เก๋ากี้
จัดเป็นยาอายุวัฒนะและเป็นสมุนไพรส่งออกที่สำคัญของจีนและยังเป็นโอสถของฮ่องเต้  เป็นพืชไม้เลื้อย มีผลสุกสีแดงเรียกว่าผลโกจิ สรรพคุณแก้ไอ ขับเสมหะ เจ็บคอ บรรเทาอาการปวดศรีษะ เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ช่วยบำรุงปอด ไตและสายตา

14. ห่วงฮง
สรรพคุณช่วยขับลมเย็น เหมาะสำหรับคนไข้ระยะพักฟื้น และผู้เป็นหวัดง่าย ผู้สูงอายุที่ร่างกายอ่อนแอ บรรเทาอาการวิงเวียนศรีษะและหูอื้อ

15. เคียมซิก
มีชื่อเรียกหลากหลาย เช่น โซวอึ๊งและโกยเถ่าซิก เป็นพืชในตระกูลบัว พบมากในประเทศจีน เกาหลีและอินเดีย โดยเลือกใช้เฉพาะแต่ส่วนเนื้อในเมล็ดมาตากแห้ง ชาวจีนนิยมนำมาปรุงอาหารคู่กับเม็ดบัว ช่วยบำรุงสมอง บำรุงประสาท บำรุงไต และใช้เป็นยาบำรุงเลือด บรรเทาอาการท้องร่วง

16. โตวต๋ง
เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ พบมากในป่าทางตอนกลางของแม่น้ำแยงซีเกียงและภาคใต้ของจีน ใช้เปลือกตากแห้งมาทำยาโดยเลือกเปลือกที่หนา เมื่อหักเปลือกแล้วจะมีใยสีขาว มีสรรพคุณบำรุงครรภ์ ตับและไต ลดความดันโลหิต ลดคอเลสเตอรอล และแก้ปวดเมื่อย

17. ซัวจา
หรือ ซัวแจ มีผลคล้ายแอปเปิ้ล นิยมใช้ประกอบอาหารทั้งคาวหวาน  ช่วยให้เจริญอาหาร และกระตุ้นการหลั่งน้ำย่อยในกระเพาะ ขยายหลอดเลือด ลดความดัน บรรเทาอาการปวดท้องหลังคลอดบุตร รวมทั้งแก้อาการเมาค้าง

18. ตังเซียม
เป็นไม้เลื้อย มีรากเป็นหัวคล้ายโสม ช่วยปรับการทำงานของกระเพาะอาหาร บำรุงเลือดลม ลดความดัน ช่วยเพิ่มเม็ดเลือดขาว บำบัดอาการหน้าซีด เป็นลม

19. อึ่งเจ็ง
คนจีนนิยมใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย ม้าม หัวใจ และปอด ช่วยให้กระปรี้กระเปร่าและสดชื่น

20. ชวนป๋วย
ช่วยบำรุงปอด บรรเทาอาการไอ และช่วยลดเสมหะ

21. ตังกุย
คนไทยเรียกว่า โกษฐ์เชียง ได้มาจากรากไม้ของพืชตระกูลขึ้นฉ่าย มีกลิ่นหอมฉุนและรสหวานอ่อนๆ เป็นสมุนไพรจีนที่ดีที่สุดสำหรับสตรี เพราะช่วยบำรุงเลือด กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด บำบัดอาการประจำเดือนผิดปกติ ปวดประจำเดือน เลือดออกในมดลูก และโลหิตจาง นอกจากนี้น้ำมันในตังกุยยังช่วยหล่อลื่นลำไส้

22. อึ้งคี้
มีอีกหลายชื่อ เช่น ตงปัก ปั๊กคี้ เป็นพืชพื้นเมืองของจีน มีกลิ่นหอมและรสหวานเล็กน้อย นำส่วนรากมาทำยา ช่วยบำรุงหัวใจ บำรุงเลือด ขับปัสสาวะ บำบัดอาการอ่อนล้า มดลูกหลุด บวมน้ำ เบาหวาน ไตอักเสบ

23. เง็กเต็ก
เป็นรากของสมุนไพรจีนชนิดหนึ่ง  ก่อนใช้นำมาฝานเป็นแผ่นบางๆ ช่วยขับพิษ แก้ไข้ แก้เจ็บคอและไอ ลดไขมันในเลือด

25. ซัวเซียม
มีสองประเภทคือ ปักซัวเซียมและหน่ำวัวเซียม นำรากตากแห้งมาใช้ประกอบอาหาร มีฤทธิ์เย็นและรสหวานอมขม ช่วยบำรุงปอด ลดอาการไอ ขับเสมหะ แก้ร้อนใน

26. โป๊ยกั๊ก
เป็นเครื่องเทศเก่าแก่ของจีนที่ใช้มานานกว่า 1,000 ปี คนไทยเรียกว่า จันทร์แปดกลีบ โป๊ยกั๊ก คือผลที่แห้งแล้วแตกออกเป็น 8 แฉก ช่วยบำบัดอาการท้องผูก ปวดท้อง ท้องเฟ้อ ถ่ายปัสสาวะยาก และบรรเทาอาการปวดหลัง


ที่มา...บ้านกับฮวงจุ้ย.com

เผยเคล็ดลับดูแลผิวหน้าให้ดูอ่อนเยาว์ลงกว่า 10 ปี ทำแบบนี้เพียง 30 วินาทีทุกวัน


เผยเคล็ดลับดูแลผิวหน้าให้ดูอ่อนเยาว์ลงกว่า 10 ปี ทำแบบนี้เพียง 30 วินาทีทุกวัน

การมีผิวสดใสและดูอ่อนเยาว์ แน่นอนคุณต้องใช้เวลาและความพยายามสำหรับการดูแลผิวและรักษาความสะอาดให้ผิวมีสุขภาพดี


สร้างนิสัยบางอย่างเพื่อช่วยรักษาความอ่อนเยาว์แก่ผิวคุณ คุณต้องเช็ดสมาร์ทโฟนให้สะอาดก่อนใช้ และเปลี่ยนปลอกหมอนของคุณเป็นประจำ ทำให้เป็นนิสัยเพราะมี ประโยชน์แน่นอนในการรักษาผิวของคุณ

และยังมีสิ่งอื่นอีกมากมายที่คุณต้องทำเพื่อให้คุณมีผิวเนียนนุ่มและสดใส นี่คือเคล็ดลับการดูแลผิวประจำวันที่สามารถทำให้ผิวของคุณอ่อนเยาว์

-ห้ามลืมทำความสะอาดล้างเครื่องสำอางก่อนที่จะเข้านอน ถ้าคุณมีเครื่องสำอางอยู่บนหน้าในขณะที่คุณนอนหลับเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุด

-เมื่อคุณทำความสะอาดใบหน้าของคุณเสร็จเรียบร้อยให้คุณนวดหน้าเบาๆทุกครั้ง วิธีนี้จะช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อใบหน้าและเพิ่มการไหลเวียนของเลือดซึ่งสามารถลดริ้ว รอยได้

-พยายามอย่าให้เกิดสิว เพราะจะยิ่งเพิ่มปัญหายุ่งยากให้กับคุณ

-หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้าด้วยมือของคุณ จนกว่าคุณจะได้ล้างมือ เพราะมือของคุณมักจะได้สัมผัสกับเชื้อโรคและเชื้อแบคทีเรียเป็นจำนวนมาก เมื่อสัมผัสไปที่ใบ หน้าเชื้อโรคต่างๆ จะเข้าไปสู่ผิวหน้าของคุณ

-พยายามกินอาหารและเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อผิวของคุณ

-ให้เก็บอายครีมไว้ในตู้เย็นเพื่อรักษาความเย็นอยู่เสมอ

-อย่าใช้ก้อนน้ำแข็งบนใบหน้าของคุณเมื่อคุณมีสิว

-ใช้ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติสำหรับการรักษาผิวหน้าของคุณ ส่วนผสมจำนวนมากในครัวเรือนสามารถใช้เป็นประโยชน์ต่อผิวได้ เช่นข้าวโอ๊ต, น้ำมันมะพร้าว, น้ำตาล, ชา และ น้ำมันมะกอก

-ทำความสะอาดโทรศัพท์มือถือของคุณอยู่เสมอ เพื่อให้ผิวของคุณไม่ต้องสัมผัสกับเชื้อโรคและเชื้อแบคทีเรียเมื่อคุณใช้โทรศัพท์

-ควรมีผ้าขนหนูที่ใช้สำหรับใบหน้าโดยเฉพาะ ไม่ใช้รวมกับผ้าที่ใช้สำหรับเส้นผม

-ควรเปลี่ยนปอกหมอนของคุณอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง

-การเกิดสิว อาจเป็นสัญญาณเตือนว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นในร่างกายของคุณ คุณต้องให้ความสนใจกับเรื่องนี้

-ใช้ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเส้นผมอย่างระมัดระวัง เพราะสามารถสร้างความเสียหายให้กับผิวของคุณได้

-ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อยับยั่งไฮเดรท

-กินอาหารออร์แกนนิค

-ผลัดเซลล์ผิวของคุณอย่างสม่ำเสมอเพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว

-ใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวตามธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมีสามารถทำลายผิวของคุณ

อ้างอิง : healthyfoodstar.com 
แปลข้อมูลโดย : http://www.rak-sukapap.com/

วันจันทร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2560

อยากสวยห้ามพลาด! 3 สูตรพอกผิวหน้าสวย เต่งตึง ไม่เหี่ยวย่น ...ด้วยกล้วยน้ำว้าสุก

Photo : wikiHow

อยากสวยห้ามพลาด! 3 สูตรพอกผิวหน้าสวย เต่งตึง ไม่เหี่ยวย่น ...ด้วยกล้วยน้ำว้าสุก

กล้วยมีสารเมือก เพิ่มความชุ่มชื้น ทั้งยังมีวิตามิน เกลือแร่ โปรตีนอีกหลายชนิดที่มีประโยชน์ต่อผิวหนังในการเพิ่มความชุ่มชื่้น ป้องกันผิวจากอนุมูลอิสระ ลบรอยเหี่ยวย่น รักษาแผล

การเตรียมกล้วย ล้างกล้วยสุกให้สะอาด ใช้ส่วนที่เป็นเนื้อกล้วยบดหรือปั่น

วิธีการใช้

- วิธีที่ 1 ใช้กล้วยน้ำว้าสุก 1 ผล น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา สำหรับคนผิวแห้ง หรือน้ำส้ม หรือน้ำมะนาว 1 ช้อนชา สำหรับคนผิวมัน ปั่นแล้วผสมให้เข้ากันจนละเอียดพอกให้ทั่วหน้า รวมทั้งลำคอทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที จะทำให้ผิวหน้าชุ่มชื้น เรียบลื่น เต่งตึง ลบรอยเหี่ยวย่น

- วิธีที่ 2 ใช้กล้วยน้ำว้าสุก 1 ผล ผสมน้ำมันมะกอก 1 ช้อนชา นำมาปั่นผสมให้เข้ากัน พอกหน้าจนถึงลำคอ ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วจึงล้างออกเหมาะกับคนผิวหน้าแห้ง จะทำให้ใบหน้าชุ่มชื้น เต่งตึง ลบรอยเหี่ยวย่น

- วิธีที่ 3 ใช้กล้วยน้ำว้าสุกปอกเปลือก บดให้เหลว แล้วทาให้ทั่วบริเวณผิวหน้าทิ้งไว้สักพักแล้วล้างออก จะช่วยให้ผิวหน้าสะอาดนุ่ม ชุ่มชื้น


อ้างอิง...มูลนิธิหมอชาวบ้าน

สุดยอดเมนูสุดอร่อย! แจกสูตรผักกาดขาวสอดไส้ แสนอร่อย แถมไม่อ้วนด้วยนะ


สุดยอดเมนูสุดอร่อย! แจกสูตรผักกาดขาวสอดไส้ แสนอร่อย แถมไม่อ้วนด้วยนะ

ผักกาดขาวเป็นผักที่เราไม่ค่อยได้เอามาทำอาหารซักเท่าไร ไม่เหมือนผักคะน้า ผักบุ้ง กะหล่ำปลี ที่เรามักจะนำมาปรุงอาหารอยู่บ่อยครั้ง วันวาเลนไทน์ที่ผ่านมานึกอยากทำอาหารที่ดีต่อสุขภาพให้กับสามี เพื่อแสดงถึงความรัก (ฮิ้ว) จึงมาลงเอยที่เมนูนี้จ้าาาา

ส่วนผสม

1.เนื้อสะโพกไก่ หรือเนื้อหมู 
2.ผักกาดขาว
3.กระเทียม/พริกไทย
4.ซีอิ๊วขาว/น้ำมันหอย/น้ำตาลเล็กน้อย

วิธีทำ

1.โขลกกระเทียมกับพริกไทยให้ละเอียดพักไว้
2.สับไก่(หมู)ให้ละเอียด หมักด้วย กระเทียมพริกไทยซีอิ๊วขาว/น้ำมันหอย/น้ำตาลเล็กน้อย ทิ้งไว้อย่างน้อย30นาทีหรือหมักทิ้งไว้ทั้งคืน
3.ลวกใบผักกาดขาวในน้ำเดือดแล้วแช่ในน้ำเย็นจัด ทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ ตัดก้านทิ้งเอาแต่ส่วนใบ
4. นำไก่สับมาวางลงบนใบผักกาดแล้วห่อให้สวยงาม


5.นำไปวางในลังถึงนำไปนึ่งในน้ำเดือดประมาณ5นาทีหรือจนสุก  



เสาวรส ผลไม้เพื่อสุขภาพ กินช่วยต้านสารก่อมะเร็งในร่างกายได้อย่างยอดเยี่ยม


เสาวรส ผลไม้เพื่อสุขภาพ กินช่วยต้านสารก่อมะเร็งในร่างกายได้อย่างยอดเยี่ยม

เสาวรสมีเมล็ดอยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อสุกเนื้อของมันจะมีลักษณะนิ่มๆ เละๆ เปลือกจะมีสีม่วงหรือสีเหลืองขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ที่แตกต่างกันออกไป 

สีเหลืองหรือสีทองของเสาวรสมีกรดอยู่สูงมากและมีรสชาติเบา ในขณะที่สีม่วงจะมีกลิ่นหอมมากและมีรสชาติอร่อย

ผลไม้ชนิดนี้จะนิยมบริโภคในรูปแบบของน้ำผลไม้ หรืออาจนำไปผสมอยู่ในจานสลัด มันสามารถนำมาผสมในเครื่องดื่มค็อกเทล และขนมหวาน เพื่อช่วยเพิ่มรสชาติอีกทั้งยังมีคุณค่าทางโภชนาการอีกด้วย

เสาวรสมีประโยชน์ต่อสุขภาพ:

-ความดันโลหิต

การบริโภคเสาวรสหนึ่งลูกเป็นประจำวัน คุณจะได้รับโพแทสเซียม ¼ โพแทสเซียมเป็นแร่ธาตุสำคัญในร่างกายและยังมีฤทธิ์เป็นยา(vasodilator)

มันช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดและผ่อนคลายความตึงเครียดของหลอดเลือด ช่วยเสริมสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดและช่วยลดความเครียดในหัวใจ โพแทสเซียมเป็นสิ่งสำคัญสำหรับรักษาสมดุลของของเหลวให้เหมาะสมกับเซลล์ในร่างกาย คุณจึงควรกินเสาวรสเป็นประจำเพื่อให้หัวใจและการทำงานของเซลล์มีสุขภาพที่ดี 

-ช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน

เสาวรสอุดมไปด้วยวิตามิน A, C และสารอาหารที่จำเป็น เช่น เบต้าแคโรทีน และ Xanthin ซึ่งมีประสิทธิภาพในการเพิ่มการทำงานระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้กับเรา การบริโภคผลไม้ชนิดนี้เป็นประจำจะส่งผลให้คุณมีความต้านทานสูงกับโรคไข้หวัดและอาการติดเชื้ออื่น ๆ

-สุขภาพหัวใจและหลอดเลือด

คุณควรเก็บเสาวรสไว้ใกล้กับหัวใจของคุณทำไม? เพราะมันมีไขมันต่ำมากและเกือบจะไม่มีคอเลสเตอรอลเลย เราทุกคนรู้ว่าคอเลสเตอรอลเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของหัวใจ มันบล็อกหลอดเลือดแดงและสร้างความแปรปรวนให้กับความดันโลหิตซึ่งจะส่งผลให้เกิดความเครียดที่เพิ่มขึ้นในหัวใจของคุณ ประโยชน์ของมันไม่เพียงเป็นแค่ผลไม้ที่มีไขมันต่ำ มังยังอัดแน่นไปด้วยไฟเบอร์ที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่ม HDL หรือคอเลสเตอรอลที่ดีและลดระดับ LDL คอเลสเตอรอลไม่ดีได้อีกเช่นกัน

-ป้องกันโรคมะเร็ง

เสาวรสสามารถต้านสารก่อมะเร็งในร่างกายได้อย่างยอดเยี่ยม สารต้านอนุมูลอิสระในผลไม้ชนิดนี้ช่วยลดอนุมูลอิสระสำหรับผู้ป่วยที่เป็นมะเร็ง

นอกจากนี้ยังมีสารฟลาโวนอยด์(Flavonoids) วิตามินเอ และสารประกอบฟีนอล (Phenol) ซึ่งสารทั้งหมดมีคุณสมบัติเชื่อมโยงกับการต้านมะเร็งโดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งในปอดและมะเร็งในช่องปาก รวมถึงมะเร็งชนิดอื่นๆ 

-สุขภาพทางเดินอาหาร

ผลไม้ชนิดนี้มีไฟเบอร์อยู่สูงมากมันให้เส้นใยถึง 98% เมื่อคุณรับประทานทุกวัน ไฟเบอร์เป็นส่วนประกอบสำคัญของอาหารเพื่อสุขภาพเพราะมันช่วยในการย่อยอาหาร ส่งผลให้เกิดความง่ายดายต่อการลำเลียงอาหารไปยังลำไส้ เสาวรสเป็นแหล่งรวมที่ดีของเส้นใยที่ละลายน้ำทั้งในเปลือกและในเนื้อ ช่วยลดอาการท้องผูกและยังป้องกันโรคต่างๆ ที่เกี่ยวกับทางเดินอาหาร เช่น โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก

-ปรับปรุงสุขภาพตา

เสาวรสเป็นหนึ่งในอาหารเพื่อสุขภาพที่พิสูจน์แล้วว่ามีประโยชน์มากสำหรับสุขภาพตา มันมีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่สูงมาก เช่น วิตามิน A, C และ ฟลาโวนอยด์ (flavonoid) 

สารอาหารเหล่านี้ช่วยปกป้องดวงตาจากความเสียหายจากอนุมูลอิสระและปกป้องเยื่อเมือกที่กระจกตาของเรา 

อ้างอิง : 1mhealthtips.com 
แปลข้อมูลโดย : http://www.rak-sukapap.com/

วันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

แก้ส้นเท้าแตกให้กลับมาเนียนนุ่ม ทำได้ง่ายๆด้วย 7 วิธีที่หลายคนนึกไม่ถึง!


ปัญหาส้นเท้าแตกถ้าใครเป็นจะรู้เลยว่าน่ารำคาญม๊ากกก เพราะเท้าจะแห้งๆ เป็นรอยแตกดูแล้วไม่น่ามองอย่างแรง แถมยังขูดนั่นข่วนนี่ไปหมด 

วันนี้เราก็เลยไปหาวิธีแก้ส้นเท้าแตกด้วยของจากธรรมชาติมาฝากกันค่ะ แค่ใช้ของหาง่ายๆ ในครัวเรือนนี่แหละ รับรองแก้ได้!!

1. น้ำผึ้ง เพราะในน้ำผึ้งมีมอยซ์เจอไรเซอร์จากธรรมชาติ แถมยังมีสารแอนตี้แบคทีเรีย วิธีการใช้ก็แค่เทน้ำผึ้งลงในน้ำอุ่น แล้วแช่เท้าเอาไว้อย่างน้อย 20 นาที ทำก่อนนอนทุกคืนจะเห็นผลเร็วขึ้น 

2. น้ำมันมะพร้าว เรียกว่าเป็นน้ำมันเทพที่ควรมีติดบ้านจริงๆ เพราะเต็มไปด้วยวิตามินอีเข้มข้น ที่จะช่วยสมานผิวแตกๆ ให้เรียบเนียนขึ้นได้เร็ว แค่แช่เท้าในน้ำอุ่น จากนั้นนวดต่อด้วยน้ำมันมะพร้าว แล้วใส่ถุงเท้าเข้านอน ก็เนียนนุ่มชุ่มชื้น 

3. เชียบัตเตอร์กับน้ำมะนาว เป็นบัตเตอร์เนื้อเข้มข้นเหมือนขี้ผึ้ง ดังนั้นจึงช่วยให้เท้านุ่มสมานผิวให้หายแตกได้ วิธีใช้คือแช่เท้าในน้ำอุ่นผสมน้ำมะนาวแล้วขัดที่รอยแตกเบาๆ จากนั้นเช็ดเท้าให้แห้งแล้วโปะเชียบัตเตอร์ลงไป และใส่ถุงเท้าเข้านอน 

4. กล้วย กล้วยมีเอนไซม์ที่จะช่วยกระตุ้นให้ผลัดเซลล์ผิวใหม่ ดังนั้นลองบดกล้วย 1 ลูก กับน้ำมันมะพร้าว 2 ช้อนโต๊ะ แล้วพอกเท้าเอาไว้ 20 นาที โดยใส่ถุงพลาสติกครอบอีกชั้น จากนั้นล้างออกด้วยน้ำอุ่นแล้วทาครีมบำรุงให้ชุ่มชื่น 

5. เปลือกมะนาวและเกลืดขัดผิว เราต้องขัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกให้หมด เพื่อให้ส้นเท้าแตกกลับมาเนียนนุุ่มอีกครั้ง จึงต้องใช้เกลือขัดผิวทาบนเปลือกมะนาว แล้วค่อยๆ ขัดเซลล์ที่ตายแล้วให้หลุดออก เพราะมะนาวมีกรดธรรมชาติที่จะช่วยผลักเซลล์ผิวได้ 

6. น้ำมันมะกอก อีกหนึ่งของดีที่ควรมีติดบ้านไว้เลย สำหรับน้ำมันมะกอก ซึ่งนอกจากจะหมักผม หมักผิวให้นุ่มแล้ว เรายังเอาน้ำมันมะกอกมาทาที่ส้นเท้าแตก เพื่อสมานผิวได้อีกด้วย วิธีใช้ก็แค่ทาน้ำมันมะกอกที่เท้าทุกวัน ใส่ถุงเท้าเข้านอน จากนั้นล้างออกด้วยน้ำอุ่น 

7. เบกกิ้งโซดา ราชาแห่งก้นครัวจริงๆ สำหรับเบกกิ้งโซดา ที่แค่หยิบมาผสมน้ำแล้วขัดเบาๆ ที่เท้า ก็จะช่วยเสกเท้าให้เนียนนุ่มได้อย่างไม่น่าเชื่อ เคล็ดลับคือหลังจากขัดแล้วให้ทิ้งไว้สัก 5-10 นาที ก่อนล้างออก หลังจากล้างออกแล้วให้ทาครีมบำรุงแแล้วใส่ถุงเท้า รับรองหายแน่ 

บทความจาก...... ladyissue 

ตรงอย่างไม่น่าเชื่อ! โครงจมูกเผยถึงนิสัยที่แท้จริงได้แม่นมากๆ คุณเป็นแบบไหนมาลองดูกัน


ตรงอย่างไม่น่าเชื่อ! โครงจมูกเผยถึงนิสัยที่แท้จริงได้แม่นมากๆ คุณเป็นแบบไหนมาลองดูกัน

เมื่อโครงจมูกบอกนิสัยคุณได้ หนุ่มๆสาวๆมาลองดูกันซิว่า 8 ลักษณะนี้ มันตรงกับคุณจริงหรือไม่

1.The Nubian Nose

คนที่มีโครงจมูกแบบเป็นสันยาวและงุ้มปลาย มักจะเป็นคนที่มีความอยากรู้อยากเห็น เอื้อเฟื้อต่อผู้อื่น และเป็นที่รัก อีกทั้งเป็นคนที่หาทางแก้ไขปัญหาต่างๆได้ดีอีกด้วย

2.The Greek Nose

โครงจมูกแบบรูปปั้นกรีก จมูกเรียวตรงปลายแหลม คนที่มีโครงจมูกในลักษณะนี้เป็นคนเก็บตัว ไม่ชอบเป็นจุดศูนย์กลาง มักอยู่ในกรอบแบบแผนและมีความจงรักภักดีสูง เป็นเรื่องยากที่จะให้คนที่มีจมูกลักษณะนี้เปิดเผยความรู้สึก

3.The Hooknose

จมูกแบบจะงอยปากนก ลักษณะสันจมูกโค้งงุ้มราวจะงอยปากนก เป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์และเสียสละ คนประเภทนี้ยึดมั่นในความเชื่อของตนเองและไม่กลัวที่จะทำอะไรเสี่ยงๆเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

4.The Arched Nose

จมูกงองุ้มตรงสันกลางหักปลาย ผู้ที่มีจมูกเว้าปลายถือว่าเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นมาก มักเป็นคนที่เอาการเอางานและทำงานเก่ง

5.The Button Nose

จมูกเล็กสั้นสวย เป็นโครงจมูกที่นิยมในคนส่วนมาก คนที่มีจมูกแบบนี้ จัดว่าเป็นคนที่เอาแต่ใจ และทำให้ผู้อื่นรำคาญใจเสมอ มีความคิดที่แน่วแน่ ชอบทำธุรกิจ อยากได้อะไรก็ต้องได้ 

6.The Straight Nose 

สันจมูกยาว แบน ตรง ปีกจมูกกว้าง และปลายมน ส่วนใหญ่เป็นชาวเอเชียที่มีโครงจมูกลักษณะนี้ เป็นคนแข็ง เจ้าอารมณ์ และโกรธง่าย มีความอดทนต่ำ

7.The Concave Nose

สันกลางจมูกโด่งโค้งเล็กน้อยและเว้าปลาย คนประเภทนี้เป็นคนใจกว้าง ชอบช่วยเหลือผู้อื่น อ่อนไหวง่ายจนอาจถูกผู้อื่นทำให้เจ็บปวดหรือโดนหลอกได้ ง่ายๆ

8.The Crooked Nose

จมูกทรงหักเบี้ยว คนที่มีลักษณะนี้มักเป็นที่รัก เนื่องจากเป็นผู้ฟังที่ดี จึงมีเพื่อนฝูงเยอะ ใส่ใจกับทุกๆเรื่องและปรับตัวเข้ากับสิ่งรอบข้างได้ดี 

ที่มา...http://www.share-si.com/2016/12/blog-post_98.html