วันศุกร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ผู้หญิงห่างไกลเบาหวาน… แค่รู้เท่าทัน

จากข้อมูลของสหพันธ์โรคเบาหวานนานาชาติระบุว่าปัจจุบันมีผู้หญิงมากกว่า 199 ล้านคนเป็นเบาหวาน และจะเพิ่มเป็น 313 ล้านคนในปีพ.ศ. 2583 อีกทั้ง เบาหวานยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับที่ 9 ของผู้หญิงทั่วโลกอีกด้วย
ดังนั้น เนื่องในวันเบาหวานโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 14 พฤศจิกายนของทุกปี จึงอยากให้ทุกคนตระหนักถึงความรุนแรงและรู้เท่าทันโรคเบาหวานก่อนจะสายเกินไป เพราะด้วยไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป บวกกับเมนูรสหวานที่มีให้เลือกทานได้ง่ายดาย ทั้งบิงซู ไอศกรีม เครื่องดื่มรสหวาน ขนมเค้ก และอีกมากมาย ล้วนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ร่างกายได้รับน้ำตาลในปริมาณเกินความต้องการในแต่ละวัน นำไปสู่ความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวาน โดยเฉพาะในคุณผู้หญิง
shutterstock_538071283
แพทย์หญิงรัตนพรรณ สมิทธารักษ์ อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคต่อมไร้ท่อและเมตะบอลิสม โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวเพิ่มเติมว่า…
โรคเบาหวานเกิดจากเซลล์ร่างกายมีความผิดปกติในกระบวนการเปลี่ยนน้ำตาลในเลือดให้กลายเป็นพลังงาน ร่างกายไม่สามารถผลิตอินซูลิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สร้างโดยตับอ่อนและมีหน้าที่ในการส่งต่อน้ำตาลในเลือด ไปยังเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกายได้เพียงพอ ร่วมกับภาวะดื้ออินซูลิน ทำให้ไม่สามารถนำอินซูลินไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติทำให้เป็นโรคเบาหวาน ซึ่งพบได้ทุกเพศทุกวัย และหากไม่รีบเข้ารับการรักษาหรือไม่รู้ตัวว่าเป็น ปล่อยปละละเลยอาจร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้
“หากระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารมากกว่าหรือเท่ากับ 126 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรและระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมมากกว่า 6.4 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปจะถือว่าผู้นั้นเป็นโรคเบาหวาน โรคนี้ถือเป็นโรคที่น่ารำคาญโรคหนึ่ง เพราะเมื่อเป็นแล้วจะส่งผลในระยะยาว รวมถึงนำมาซึ่งความรุนแรงถึงชีวิตได้ หากไม่ควบคุมและทำการรักษาอย่างถูกต้องไม่ว่าจะเป็น ตาบอด ไตวายเรื้อรัง สูญเสียขา หลอดเลือดหัวใจอุดตัน อัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นต้น ดังนั้น ยิ่งรู้เร็ว ยิ่งรักษาเร็ว ยิ่งควบคุมได้เร็ว จะช่วยชะลอผลแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานได้”

%e0%b8%9e%e0%b8%8d-%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%93

โรคเบาหวานสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ชนิด

  1. โรคเบาหวานชนิดที่ 1 (Type 1 Diabetes) เกิดจากตับอ่อนไม่ผลิตอินซูลิน ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง มักพบในเด็กหรือผู้ที่อายุน้อยกว่า 30 ปี รักษาโดยการฉีดอินซูลิน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานและการออกกำลังกาย
  2. โรคเบาหวานชนิดที่ 2 (Type 2 Diabetes) พบมากในคนไทย เกิดจากตับอ่อนผลิตอินซูลินได้ไม่มากนัก ส่งผลให้เกิดภาวะดื้ออินซูลิน ซึ่งอายุที่เพิ่มมากขึ้นมีส่วนทำให้การทำงานของตับอ่อนลดประสิทธิภาพลง หากเป็นแล้วรักษาได้โดยการทานยาและฉีดยา พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทานและการออกกำลังกาย เหตุเพราะในปัจจุบันคนไทยเป็นโรคอ้วนกันมากแพทย์หญิงรัตนพรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ส่วนใหญ่แล้วคนอ้วนมักเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 เนื่องจากเกิดภาวะดื้ออินซูลิน เพราะเวลาที่ไขมันมีปริมาณมากส่งผลให้อินซูลินทำหน้าที่ได้ไม่ดีนักในการส่งน้ำตาลในเลือดไปยังเนื้อเยื่อต่างๆ ซึ่งการควบคุมน้ำหนักให้เป็นไปตามเกณฑ์ จะช่วยลดความเสี่ยงเบาหวานได้”
  3. โรคเบาหวานที่เกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์ เกิดจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปจากการตั้งครรภ์ส่งผลให้ร่างกายเกิดภาวะดื้ออินซูลิน มีแนวโน้มที่จะมีระดับน้ำตาลสูงขึ้น ดังนั้นคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ตั้งแต่อายุ 25 ปีขึ้นไป หรือคุณแม่ที่มีปัจจัยเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวาน เช่น มีญาติสายตรงเป็นเบาหวาน น้ำหนักก่อนตั้งครรภ์สูง ครรภ์แฝด หรือผู้มีบุตรยาก เป็นต้น จำเป็นที่จะต้องตรวจอย่างละเอียด โดยเฉพาะในช่วงเดือนที่ 2 และ 3 หากคุณแม่เป็นเบาหวานจะส่งผลกระทบต่อเด็กในครรภ์ การรักษานั้นจะเน้นการใช้ยาที่มีผลข้างเคียงกับคุณแม่และทารกน้อยที่สุดและดูแลเรื่องการรับประทานอาหารอย่างใกล้ชิด
  4. โรคเบาหวานชนิดอื่นที่มีสาเหตุเฉพาะ ได้แก่ ความผิดปกติทางพันธุกรรม ความผิดปกติของฮอร์โมน การได้รับยาบางชนิด เช่น ยาในกลุ่มสเตียรอยด์หรือสารเคมี เป็นต้น การรักษาจะพิจารณาจากอาการของแต่ละบุคคล อาการของโรคเบาหวานที่สามารถสังเกตได้และควรปรึกษาแพทย์โดยเร็วคือ ปัสสาวะบ่อย, น้ำหนักลดแบบไม่ทราบสาเหตุ, กระหายน้ำบ่อย กินจุมากกว่าปกติ, ชาปลายมือปลายเท้า อ่อนเพลีย, คลื่นไส้ เวียนหัว หงุดหงิด และเกิดอาการตามัวบ่อยๆ รู้สึกไม่มีสมาธิเพิ่มมากขึ้น
เบาหวานป้องกันได้เมื่อยังไม่เป็น ได้แก่ เลี่ยงของหวาน น้ำอัดลม น้ำรสหวานทุกชนิด, รับประทานให้ถูกสัดส่วน เลือกรับประทานอาหารให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย, ออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์, อาหารควรเน้นรสจืด โดยเฉพาะมื้ออาหารประจำวันในครอบครัว และ รักษาน้ำหนักให้คงที่เป็นไปตามเกณฑ์ที่เหมาะสม แต่หากป่วยเป็นโรคเบาหวานแล้ว สิ่งที่ผู้ป่วยโรคเบาหวานควรทำเมื่อรู้ว่าตนเองเป็นเบาหวานคือ ให้ยอมรับตัวเองและเข้ารับการรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ, ให้ความร่วมมือในการรักษา รับประทานยาและปฏิบัติตัวตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด, ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ควบคุมอาหาร ออกกำลังกายสม่ำเสมอ, เลี่ยงน้ำหวาน ผลไม้หวาน ลดไขมันและอาหารรสเค็ม เน้นการรับประทานทานผักให้มาก ที่สำคัญควรดูแลระดับน้ำตาลอย่างใกล้ชิด ควบคุมความดันโลหิตสูงและไขมันในเลือด
เนื่องในวันเบาหวานโลก 2017 ปีนี้สหพันธ์โรคเบาหวานนานาชาติ มุ่งเน้นเรื่องของโรคเบาหวานและผู้หญิงเป็นหลัก แพทย์หญิงรัตนพรรณ กล่าวทิ้งท้ายถึงการใส่ใจให้ห่างไกลจากโรคว่า
“เบาหวานเป็นเรื่องใกล้ตัว คนที่ไม่มีกรรมพันธุ์ก็สามารถเป็นได้ เพราะฉะนั้นควรดูแลตนเอง ไม่ติดกับรสหวาน เพราะประโยชน์ที่ได้รับน้อยมาก ถ้าเลี่ยงได้จะดีต่อสุขภาพ  ยิ่งผู้หญิงยุคใหม่สามารถเลือกได้ว่าจะไปกินของหวาน หรือไปออกกำลังกาย เพราะหากระวังตั้งแต่วันนี้ จะช่วยลดความ เสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานในระยะยาวได้”
shutterstock_499280881
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์เบาหวาน ไทรอยด์ และต่อมไร้ท่อกรุงเทพ  โรงพยาบาลกรุงเทพ โทร 02- 755-1129, 02-755-1130 หรือ call center โทร. 1719

Cr.http://www.healthandtrend.com/healthy/healthy-tips/diabetes-and-woman

วันพุธที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

คุ้มค่า 3 วิธีใช้แผ่นมาส์กหน้าให้ได้ผลดีสุด

เชื่อได้เลยว่าแผ่นมาส์กหน้าแบบซองๆ มักจะเป็นตัวช่วยสำหรับสาวๆ ที่ต้องการบำรุงผิวแบบเร่งด่วน หรือใครที่ผิวโรยราก็มักจะมองหาสิ่งนี้มาบำรุงกันเป็นประจำ เพราะมันทำให้ผิวชุ่มชื่น เอิบอิ่ม แค่บำรุงเพียงครั้งเดียวก็รู้สึกได้ถึงมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่อัดแน่นลงบนผิว แต่วันนี้เรามีมากกว่าการบำรุงด้วยแผ่นมาส์กมาบอกต่อ เพราะเราจะนำวิธีการใช้มาส์กที่ถูกต้องและคุ้มค่าที่สุดมาฝากค่ะ
3-how-to-use-the-mask-to-get-the-best-results

1.นวดซองก่อนใช้

ใครๆ ก็ฉีกซองดึงมาส์กแล้วโปะหน้ากันเลยใช้ไหมล่ะ ก่อนใช้เราไม่รู้หรอกว่ามอยส์เจอร์ไรเซอร์ในมาส์กนั้นมันนอนก้นหรือชุ่มฉ่ำทั่วแผ่นมาส์กหรือเปล่า เพราะฉะนั้นต้องนวดซองให้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ด้านในไหลอย่างทั่วถึงก่อนใช้ค่ะ

2.รีดแผ่นมาส์กให้ตึง

หลายๆ คนเริ่มต้นวางแผ่นมาส์กที่ด้านบนหน้าผากใช่ไหมล่ะ ลองใหม่ค่ะ เริ่มจากวางที่ตรงกลางใบหน้านั่นก็คือจมูกนั่นเอง แล้วค่อยๆ รีดแผ่นมาส์กให้แนบกับผิวไปเรื่อยๆ จนถึงขอบแผ่นมาส์ก ถ้ามันไม่พอดีก็ค่อยขยับทีหลัง และพยายามอย่าขยับใบหน้าระหว่างมาส์กอยู่จะดีที่สุดค่ะ และควรอยู่ในท่านอนหงาย อยู่นิ่งๆ สัก 20 นาที เท่านั้นเองค่ะ

3.ใช้มาส์กบำรุงต่อได้

หลังจากครบ 20 นาที ที่บำรุงผิวหน้าไปแล้ว เชื่อเถอะว่าแผ่นมาส์กยังไม่แห้งหรอก โดยเฉพาะแผ่นมาส์กที่เป็นแผ่นเจล วิธีที่คุ้มค่าคือ นำแผ่นมาส์กไปใส่ในซองอีกครั้งแล้วนวดใหม่ค่ะ เนื้อมอยส์เจอร์ไรเซอร์จะยังคงอยู่ ซึ่งเราสามารถนำส่วนที่เหลือมาบำรุงผิวคือหรือมือต่อได้ สุดคุ้มเลยใช่ไหมล่ะ

เคล็ดลับง่ายๆ ทำให้เราสามารถใช้แผ่นมาส์กได้อย่างคุ้มทุกหยดหยาดแล้วล่ะค่ะ ต่อไปใครใช้มาส์กแบบนี้อย่าลืมเคล็ดลับดีๆ ที่สดสวยนำมาแชร์ไปใช้ดูนะคะ

cr http://www.healthandtrend.com/beauty/skin/3-how-to-use-the-mask-to-get-the-best-results

ไม่ง้อเลเซอร์ นี่เลย! ส่วนผสมลดรอยแตกลาย

ปัญหาผิวแตกลายไม่ว่าจะบริเวณไหน ทำให้ผู้หญิงขาดความมั่นใจได้หมดทั้งสิ้น เพราะทุกๆ คนอยากมีผิวที่กระจ่างใสเนียนสวยไร้ตำหนิ หลายคนมองหาเลเซอร์เป็นตัวช่วย แต่งบประมาณก็สูงจนต้องปาดเหงื่อ วันนี้สดสวยเลยนำเคล็ดลับจากธรรมชาติมาบอกต่อ รอดูเลยค่ะว่าสิ่งไหนเหมาะกับเราบ้าง

โกโก้ บัตเตอร์ + น้ำมันมะกอก

no-laser-here-ingredients-reduce-stretch-marks-2
ถือว่าเป็นส่วนผสมช่วยบำรุงผิวชั้นดีเลยค่ะ แค่ผสมโกโก้ บัตเตอร์กับน้ำมันมะกอก 1 ช้อนชา คนให้เข้ากัน แล้วจึงนำมาทาลงบนผิวที่มีปัญหาแตกลาย ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที ควรทำเป็นประจำวันละ 2 ครั้งก็จะสามารถช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพแล้วให้หลุดออก ช่วยเผยผิวใหม่ให้กลับมาเนียนนุ่มขึ้นได้ สูตรนี้เหมาะกับคนผิวแห้งมากๆ ด้วยนะคะ

น้ำส้มสายชู + น้ำมันมะกอก

no-laser-here-ingredients-reduce-stretch-marks-4
ผสมน้ำมันมะกอกกับน้ำส้มสายชูและน้ำเปล่าให้เข้ากัน จากนั้นนำมานวดบนผิวที่มีรอยแตกลาย สามารถใช้แทนครีมบำรุงผิวทุกครั้งก่อนนอนได้เลย สูตรนี้ช่วยฟื้นฟูและซ่อมแซมผิวแตกลายให้กลับมาเนียนสวยในระหว่างนอนหลับได้ค่ะ

น้ำมันอัลมอนด์ + น้ำตาลทราย + น้ำมะนาว

no-laser-here-ingredients-reduce-stretch-marks-1
ผสมส่วนผสมทุกอย่างลงไปด้วยกัน จากนั้นนำส่วนผสมที่ได้มาสครับผิวบริเวณที่มีรอยแตกลาย ทำแบบนี้สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ผิวก็จะกลับมาเนียนได้เหมือนเดิมค่ะ

เป็นสูตรที่ DIY กันได้อย่างลงตัวเลยนะคะ ใครสะดวกแบบไหนจัดไปดูแลผิวให้เนียนสวยกันด่วนๆ เลยค่ะ
Cr. http://www.healthandtrend.com/beauty/skin-trouble/no-laser-here-ingredients-reduce-stretch-marks

วันอังคารที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

6 ข้อที่ควรทำ ‘ก้าวต่อไป’ เพื่อให้ชีวิตมีความสุขมากขึ้น

ชีวิตคนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อต้องแบกรับความทุกข์หรือเรื่องที่ทำให้เจ็บช้ำน้ำใจ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นได้แต่วันหนึ่งมันก็จะจบลง ดังนั้น ไม่ควรจะเครียดให้มากเกินไปเพราะจะนำมาซึ่งสุขภาพแย่ๆ ทางที่ดีวันนี้ทำชีวิตให้มีความสุขดีกว่าด้วยวิธีปฏิบัติตัวเองแบบนี้
6-things-to-do-to-make-life-happier

1.ไม่รักตัวเองแล้วใครจะมารัก

ถ้าตัวเราเองไม่รักตัวเองแล้วใครจะมารัก เราจึงต้องดูแลตัวเองให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสุขภาพร่างกาย การแต่งกาย การนึกคิด การตัดสินใจและการควบคุมอารมณ์ของตัวเอง ลองฝึกดูแลตัวเองเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ไว้ สุดท้ายประโยชน์จะเกิดกับตัวคุณแน่นอน

2.สนิทกับตัวเองมากกว่าใคร

คุณต้องรู้จักข้อดี – ข้อเสียของตัวเองให้มาก เพราะเมื่อใดที่เข้ามาว่ากล่าวหรือทำให้เสียใจอะไรจะได้ไม่ต้องทุกข์นาน ถ้าเป็นเรื่องจริงก็ยอมรับ หากไม่ใช่เรื่องจริงตัวเราเองรู้ดีที่สุดแบบนี้ก็จะสบายใจ ใครว่าอะไรก็ช่างเขา

3.แบ่งปันให้เป็น

การรู้จักให้และแบ่งปันผู้อื่นในสิ่งที่เราสามารถให้หรือช่วยเหลือได้ เมื่อทำแบบนี้บ่อยๆชีวิตจะเต็มไปด้วยความสุขและความปิติใจจากรอยยิ้มของคนอื่นแน่นอน

4.พูดเพราะให้เป็นนิสัย

เชื่อเถอะใครๆก็ต้องการคำพูดที่ไพเราะ เมื่อคุณพูดใครๆก็อยากฟังและเอ็นดู ความสนิทสนมและความเชื่อใจจะตามมาในไม่ช้า

5.หมั่นทำใจให้สงบ

ถึงแม้ว่าโลกเราทุกวันนี้จะมีเรื่องให้วุ่นวายมากมาย แต่ถ้าเราไม่วุ่นวายตามชีวิตก็จะมีแต่ความสุข ลองฝึกสมาธิ หรือสวดมนต์ดู เชื่อเถอะมันมีประโยชน์มากๆ

6.ใช้ชีวิตเรียบง่าย

สบายๆชิลๆ พยายามไม่ผูกมัดหรือยึดติดกับอะไร ทำแต่ละวันให้ดีที่สุด เรื่องอะไรที่แย่ ๆ ก็อย่าไปทำ แล้วทุกอย่างจะดีเอง

เป็นยังไงบ้างกับ 6 ข้อนี้ หากทำได้รับรองมีความสุขแน่นอน!! เพราะฉะนั้นสำหรับใครที่รู้สึกว่าชีวิตมีแต่เรื่องเครียดๆ และไม่ค่อยมีความสุขเอาซะเลย ก็ลุกขึ้นเปลี่ยนตัวเองด้วย 6 วิธีเหล่านี้กันดู แล้วคุณจะไม่ผิดหวัง ที่สำคัญอย่าลืมจัดการความเครียดให้อยู่หมัดด้วยล่ะ

Cr.http://www.healthandtrend.com/healthy/healthy-tips/6-things-to-do-to-make-life-happier

มาส์กมัทฉะ ตัวช่วยผิวเปล่งปลั่งยามเช้า

ใครที่นอนดึกมากๆ จนผิวโรยรา ตื่นเช้ามารู้สึกได้ถึงผิวที่แห้งเหี่ยวไม่สดชื่น อย่าปล่อยไว้แบบนี้บ่อยๆ ค่ะ เพราะในที่สุดแล้วริ้วรอยอาจมาไวกว่าที่คิดไว้ ให้ธรรมชาติบำบัดผิวในตอนเช้าก็จะดีค่ะ วันนี้สดสวยนำเคล็ดลับจากมัทฉะมาปลุกผิวให้ตื่นในตอนเช้า เคล็ดลับต้องทำอย่างไรบ้างมาดูกันเลย
mask-matcha

สิ่งที่ต้องเตรียม

  • ผงมัทฉะ
  • สาหร่ายคอเรลล่า
  • น้ำหรือน้ำว่านหางจระเข้

วิธีทำมาส์ก

  1. ผสมชามัทฉะหนึ่งช้อนชากับสาหร่ายคอเรลล่าหนึ่งช้อนชา
  2. เติมน้ำหรือน้ำว่านหางจระเข้ลงไปนิดหน่อยเพื่อให้มีความเหนียวข้น
  3. มาส์กผิวหน้าบางๆ ในตอนเช้าและทิ้งไว้ 15-20 นาที
  4. จากนั้นก็ล้างออกด้วยน้ำสะอาด


เราจะรู้สึกได้เลยว่าผิวมีความสดชื่นเปล่งปลั่ง แบบนี้แหละที่เขาเรียกว่าผิวตื่น ใครที่รู้สึกว่าผิวโรยรารีบหาส่วนผสมมาทำกันเลยค่ะ

Cr.http://www.healthandtrend.com/beauty/skin/mask-matcha

วันพฤหัสบดีที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2560

5 ไอเดียแต่งหน้าออกงานสไตล์ดารา สวยแพงเลอค่า สะกดทุกสายตาเมื่อเดินเข้างาน!!


เมื่อสาวๆจะไปออกงานที่ต้องการความเป๊ะ ปัง ขั้นสุด จะแต่งหน้าใสๆ everyday ลุคก็ไม่น่าจะรอด เข้างานไปคงจะจืดสนิท ไหนจะไฟสีเหลืองสีส้มละมุนๆในโรงแรม ทำให้มองเห็นแมคอัพไม่ชัดเข้าไปใหญ่ เทคนิคก็คือต้องแต่งให้เข้มกว่าปกติทั้งตา ปาก แก้ม และคอนทัวร์ แล้วอย่าลืมลงไฮไลท์ให้หน้าสว่างเล่นกับแสงไฟซักนิด 

วันนี้ Girlsallaround รวบรวมเอาเมคอัพปังๆสวยๆของดารา ที่แต่งโดยเมคอัพอาร์ตติสชื่อดังของเมืองไทยมาฝากกัน ชอบโทนไหน ลองแต่งตามดู หรือใครไม่ถนัด เซฟรูปไปปรึกษาช่างแต่งหน้ากันได้เลยจ้า

แบบที่ 1: ตาไม่เข้มมาก ขอแซ่บที่ปากแดง

ลุคนี้จะไม่เน้นที่อาแชโดว์เข้มๆ ลงสีน้ำตาลอ่อนกับกลิตเตอร์ให้ดูมีมิติ จิกหัวตาด้วยไฮไลท์ให้โดดเด้งขึ้นมา ขนตาเบอร์ใหญ่พอประมาณ คิ้วปังๆ แก้มเบาๆ แล้วไปเน้นปากให้แซ่บเว่อร์ด้วยลิปสติกสีแดง ลุคนี้เหมาะกับชุดเรียบหรูสีดำเป็นที่สุด
2017-04-05_17-26-252017-04-05_17-40-452017-04-05_17-31-43
2017-04-05_20-28-44

แบบที่ 2: โทนอบอุ่น เน้นสีน้ำตาล

เทรนด์แต่งหน้าบ่มแดดสีน้ำตาลอบอุ่นๆนี่เข้าได้กับทุกสีผิวเลยนะ ไม่เชื่อดูจากตัวอย่างได้ สาวผิวขาว ผิวเหลือง และผิวแทนแต่งโทนนี้ก็เกิดได้ทุกคน สีนู้ดน้ำตาลทำให้หน้าดูซอฟท์หวานขึ้นอีกหลายเท่า
2017-04-05_20-59-03
large_Screen_Shot_2017-03-28_at_4.49.09_PM
large_Screen_Shot_2017-03-28_at_1.57.12_PM
large_Screen_Shot_2017-03-28_at_4.58.55_PM
2017-04-05_21-49-04

แบบที่ 3: ชมพูนู้ดสวยหวานแบบเจ้าหญิง

ถ้าชุดใครออกแนวหวานๆสีขาว สีพาสเทล แต่งหน้าสไตล์จะเหมาะสุดๆ เน้นแต่งตาให้ดูกลมโต จะลดอายุลงได้หลายปี ปัดแก้มระเรื่อสีชมพู ทาปากสีอ่อนๆอย่างสีชมนู้ดๆหรือจะไล่สีแบบกราเดี้ยนก็น่ารักเหมือนกัน
2017-04-05_21-52-122017-04-05_21-51-51
2017-04-05_17-29-092017-04-05_21-30-04large_Screen_Shot_2017-03-28_at_1.58.09_PM

แบบที่ 4: ปากสีม่วงเข้ม แปลงร่างเป็นแม่มดพราวสเน่ห์

ถ้าเป็นงานปาร์ตี้ที่สามารถแต่งตัวได้แซ่บๆหน่อย ลุคนี้ยังไงก็ต้องลอง! ปากสีม่วงเข้มเข้าได้กับหลายสีผิวเลยนะ สีโทนนี้จะเข้ากับชุดสีดำสไตล์ลึกลับๆ ลุคนี้งานคอนทัวร์ชัดๆก็ต้องมา ใครอยากซัดแคทอายเข้มๆก็จัดเลยค่ะ เปรี้ยวให้สุดไปเลย
2017-04-05_17-28-37
2017-04-05_17-39-52
2017-04-05_21-29-33
large_Screen_Shot_2017-03-28_at_5.30.51_PM
2017-04-05_21-50-11

แบบที่ 5: สโม๊คกี้อายปากนู้ดกลอส เซ็กซี่ให้สุด

แต่งตาให้เต็มด้วยเทคนิคสโม๊คกี้อายเข้มๆไปแล้ว เขียนคิ้วให้ปังๆ คอนทัวร์ให้แน่นๆ แก้มปัดออกสีได้นิดหน่อย แล้วอย่าลืมฟาดไฮไลท์เตอร์ไปให้สุด จากนั้นค่อยมาอ่อนที่สีปาก เลือกสีนู้ดที่ไม่ป่วยมาก ถ้าทากลอสทับจะเพิ่มความเซ็กซี่ได้มากขึ้นเป็นกองเลย
2017-04-05_17-31-072017-04-05_22-10-222017-04-05_17-32-11

เป็นยังไงบ้างคะ พอได้ไอเดียแต่งหน้าออกงานกันบ้างแล้วรึยังเอ่ย? ลองเลือกแบบที่เหมาะกับตัวเองดูนะคะ ไม่ว่าจะแต่งไปงานแต่ง ไปบายเนียร์ ไปงานกลางคืนที่ไหน รับรองเกิดแน่นอน!


วันพุธที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2560

10 สูตรหน้าขาว กระจ่างใส เด้ง อย่างเป็นธรรมชาติ


ปัญหาผิวหน้าหมองคล้ำส่วนใหญ่มักเกิดจากแสงแดดและมลภาวะภายนอก เช่น ควัน ฝุ่นละออง ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง และแมลง สำหรับสาวๆที่กำลังมองหาวิธี บำรุงผิวให้กลับมาขาวสวยกระจ่างใส เปล่งประกาย อย่างเป็นธรรมชาติ เบ็ดเตล็ดไอเดียมีเคล็ดลับผิวสวยแบบง่ายๆที่คุณควรลองทำดูสักครั้ง ดังต่อไปนี้ค่ะ 


1. โยเกิร์ต หาเวลาว่างพอกหน้าด้วยโยเกิร์ตวันละ 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น จะช่วยชำระล้างเอาสิ่งสกปรก มลพิษออกจากรูขุมขนของผิวเรา ลดความมัน กระชับรูขุมขน ช่วยทำให้ผิวหน้าสดชื่น นุ่มนวล อ่อนเยาว์ หน้าใสเป็นธรรมชาติ ทำเช่นนี้วันละครั้ง ภายใน 4 สัปดาห์ แล้วคุณจะเห็นได้ถึงความแตกต่าง 

2. ส้ม การพอกหน้าด้วยส้มจะช่วยให้ผิวหน้าขาวใสสุขภาพดี ไร้ริ้วรอยเหี่ยวย่น ผิวหน้าเรียบเนียน ชุ่มชื้นและช่วยให้ผิวหน้าดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ วิธีทำ เพียงแค่นำส้ม มาคั้นให้เหลือแต่น้ำ ต่อมานำสำลีชุบน้ำส้มแล้วเช็ดให้ทั่วใบหน้า จากนั้นทิ้งไว้จนแห้ง แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น แนะนำว่าควรทำวันละ 2 ครั้งค่ะ 

3. แป้งกรัม (Gram Flour) หรือ แป้งเบซัน (Besan) และแป้งถั่วลูกไก่ (Chickpea Flour) แป้งสำหรับทำขนมของชาวอินเดีย ปากีสถาน เนปาล และบังคลาเทศ มีสารอาหารต่างๆที่จะช่วยให้ผิวสวยและมีสุขภาพดีมาก ช่วยขจัดไขมันส่วนเกินบนใบหน้า ช่วยรักษาความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ แถมยังช่วยให้ผิวหน้าดูขาวกระจ่างใสขึ้นอีกด้วย 

วิธีทำก็ง่ายๆ เพียงแค่นำเอาแป้งกรัม 1/2 ช้อนชา, ขมิ้นผง 1/4 ช้อนชา และนมสด 2 ช้อนชา คนผสมให้เข้ากัน ถ้ายังข้นไปก็เพิ่มนมสดลงไปอีก จากนั้นนำมามาส์กใบหน้าและลำคอทิ้งไว้จนแห้งแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด สามารถทำได้สัปดาห์ละ 2 ครั้งค่ะ 

4. น้ำผึ้ง อีกหนึ่งสูตรผิวสวยที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพียงแค่พอกหน้าด้วยน้ำผึ้งประมาณ วันละ 15 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำอุ่น ผิวของคุณก็จะกลับมาสดใสเปล่งปลั่ง เนื่องจากน้ำผึ้งนั้นช่วยในเรื่องของความกระจ่างใสของใบหน้า คืนความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้า นอกจากนี้แล้วน้ำผึ้งยังมีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรียที่สามารถยับยั้งการเกิดสิว ลดจุดด่างดำ และรอยแผลจากสิวให้จางลงอีกด้วย 

5. มะนาว อีกหนึ่งเคล็ดลับความขาวใสของใบหน้าที่ควรบอกต่อ เนื่องจากในน้ำมะนาวนั้นอุดมไปด้วยวิตามินซีที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการผลัดเซลล์ใหม่ นอกจากนี้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอความแก่ ช่วยบำรุงผิวพรรณให้ขาวใส ไร้สิว ซึ่งวิธีใช้ก็ง่ายมากๆ เพียงแค่ใช้สำลีจุ่มน้ำมะนาว แล้วนำมาเช็ดถูบนใบหน้าเบาๆ จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แนะนำให้ทำวันละครั้งค่ะ 

6. เจลว่านหางจระเข้ อีกหนึ่งวิธีลดรอยด่างดำบนใบหน้า ช่วยต้านริ้วรอยก่อนวัย ใบหน้าเด้งกระชับ และดูสุขภาพดี ซึ่งวิธีทำก็ง่ายมากๆ เพียงแค่นำใบว่านหางจระเข้มาปอกเปลือกออก จากนั้นนพเอาวุ้นใสๆด้านในมาล้างน้ำให้หมดเมือก แล้วน้ำมาบดให้ละเอียด จากนั้นทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด แนะนำให้ทำวันละ 2 ครั้ง ภายใน 2 สัปดาห์คุณจะเห็นถึงความแตกต่างที่ชัดเจน 

7. มะละกอ การพอกหน้าด้วยมะละกออย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ผิวหน้าขาวกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ เนื่องจากในเนื้อมะละกอนั้นอุดมไปด้วยเบต้าแคโรที และเอนไซม์ที่มีประสิทธิภาพ จึงช่วยให้ผิวหน้าของคุณกลับมามุสุขภาพดีอีกครั้ง 

8. ขมิ้นชัน การบำรุงผิวพรรณด้วยขมิ้นชันนั้นมีมานานแล้ว เนื่องจากในขมิ้นชันนั้นอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด และยังมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อและมีสารต้านอนุมูลอิสระที่จะช่วยให้ผิวพรรณดูมีสุชภาพดี ขาว กระจ่างใส ซึ่งวิธีใช้ก็ง่ายมากๆ เพียงแค่นำเอาขมิ้นชัน 1- 2 หัว มาปั่นรวมกับดินสอพอง 2-3 เม็ด แล้วผสมกับมะนาว 1 ลูก ปั่นจนเข้ากัน แล้วนำมาพอกหน้าหรือผิวทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด 

9. แตงกวา อีกหนึ่งสูตรหน้าหน้าขาวใสที่ได้รับความนิยมไม่แพ้สูตรอื่นๆ เนื่องจากในแตงกวานั้นอุดมไปด้วย วิตามินซี แคลเซียม ซิลิก้า และโปแทสเซียม จึงช่วยให้ผิวกระจ่างใส ชุ่มชื่น ลดเลือนริ้วรอยก่อนวัยเป็นอย่างดี วิธีทำ เพียงแค่นำแตงกวา 1 ผล มาล้างให้สะอาด ปอกเปลือกและหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ จากนั้นนำไปปั่นให้เข้ากันกับน้ำมะนาว 1 ลูก นำมาพอกหน้าทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด 

10. ข้าวโอ๊ต เนื่องจากในข้าวโอ๊ตนั้นมีวิตามินอีจำนวนมาก ซึ่งเป็นสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อผิวเพียงแค่นำข้าวโอ๊ตประมาณ 3/4 ถ้วยตวงมาปั่นรวมกับน้ำเปล่าประมาณ 3-4 นาที แล้วนำน้ำผึ้งกับโยเกิร์ตอย่างละ 2 ช้อนโต๊ะ และไข่ขาวใส่ตามลงไป จากนั้นผสมส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากันอีกครั้ง แล้วนำมาพอกหน้าบางๆ ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น และน้ำเย็น เพียงเท่านี้ผิวพรรณของคุณก็จะกลับมาเปล่งปลั่งและเนียนนุ่มอีกครั้ง 

Cr.http://www.bedtaledidea.com/2015/06/10.html