วันจันทร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2560

อยากสวยห้ามพลาด! 3 สูตรพอกผิวหน้าสวย เต่งตึง ไม่เหี่ยวย่น ...ด้วยกล้วยน้ำว้าสุก

Photo : wikiHow

อยากสวยห้ามพลาด! 3 สูตรพอกผิวหน้าสวย เต่งตึง ไม่เหี่ยวย่น ...ด้วยกล้วยน้ำว้าสุก

กล้วยมีสารเมือก เพิ่มความชุ่มชื้น ทั้งยังมีวิตามิน เกลือแร่ โปรตีนอีกหลายชนิดที่มีประโยชน์ต่อผิวหนังในการเพิ่มความชุ่มชื่้น ป้องกันผิวจากอนุมูลอิสระ ลบรอยเหี่ยวย่น รักษาแผล

การเตรียมกล้วย ล้างกล้วยสุกให้สะอาด ใช้ส่วนที่เป็นเนื้อกล้วยบดหรือปั่น

วิธีการใช้

- วิธีที่ 1 ใช้กล้วยน้ำว้าสุก 1 ผล น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา สำหรับคนผิวแห้ง หรือน้ำส้ม หรือน้ำมะนาว 1 ช้อนชา สำหรับคนผิวมัน ปั่นแล้วผสมให้เข้ากันจนละเอียดพอกให้ทั่วหน้า รวมทั้งลำคอทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที จะทำให้ผิวหน้าชุ่มชื้น เรียบลื่น เต่งตึง ลบรอยเหี่ยวย่น

- วิธีที่ 2 ใช้กล้วยน้ำว้าสุก 1 ผล ผสมน้ำมันมะกอก 1 ช้อนชา นำมาปั่นผสมให้เข้ากัน พอกหน้าจนถึงลำคอ ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วจึงล้างออกเหมาะกับคนผิวหน้าแห้ง จะทำให้ใบหน้าชุ่มชื้น เต่งตึง ลบรอยเหี่ยวย่น

- วิธีที่ 3 ใช้กล้วยน้ำว้าสุกปอกเปลือก บดให้เหลว แล้วทาให้ทั่วบริเวณผิวหน้าทิ้งไว้สักพักแล้วล้างออก จะช่วยให้ผิวหน้าสะอาดนุ่ม ชุ่มชื้น


อ้างอิง...มูลนิธิหมอชาวบ้าน

สุดยอดเมนูสุดอร่อย! แจกสูตรผักกาดขาวสอดไส้ แสนอร่อย แถมไม่อ้วนด้วยนะ


สุดยอดเมนูสุดอร่อย! แจกสูตรผักกาดขาวสอดไส้ แสนอร่อย แถมไม่อ้วนด้วยนะ

ผักกาดขาวเป็นผักที่เราไม่ค่อยได้เอามาทำอาหารซักเท่าไร ไม่เหมือนผักคะน้า ผักบุ้ง กะหล่ำปลี ที่เรามักจะนำมาปรุงอาหารอยู่บ่อยครั้ง วันวาเลนไทน์ที่ผ่านมานึกอยากทำอาหารที่ดีต่อสุขภาพให้กับสามี เพื่อแสดงถึงความรัก (ฮิ้ว) จึงมาลงเอยที่เมนูนี้จ้าาาา

ส่วนผสม

1.เนื้อสะโพกไก่ หรือเนื้อหมู 
2.ผักกาดขาว
3.กระเทียม/พริกไทย
4.ซีอิ๊วขาว/น้ำมันหอย/น้ำตาลเล็กน้อย

วิธีทำ

1.โขลกกระเทียมกับพริกไทยให้ละเอียดพักไว้
2.สับไก่(หมู)ให้ละเอียด หมักด้วย กระเทียมพริกไทยซีอิ๊วขาว/น้ำมันหอย/น้ำตาลเล็กน้อย ทิ้งไว้อย่างน้อย30นาทีหรือหมักทิ้งไว้ทั้งคืน
3.ลวกใบผักกาดขาวในน้ำเดือดแล้วแช่ในน้ำเย็นจัด ทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ ตัดก้านทิ้งเอาแต่ส่วนใบ
4. นำไก่สับมาวางลงบนใบผักกาดแล้วห่อให้สวยงาม


5.นำไปวางในลังถึงนำไปนึ่งในน้ำเดือดประมาณ5นาทีหรือจนสุก  



เสาวรส ผลไม้เพื่อสุขภาพ กินช่วยต้านสารก่อมะเร็งในร่างกายได้อย่างยอดเยี่ยม


เสาวรส ผลไม้เพื่อสุขภาพ กินช่วยต้านสารก่อมะเร็งในร่างกายได้อย่างยอดเยี่ยม

เสาวรสมีเมล็ดอยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อสุกเนื้อของมันจะมีลักษณะนิ่มๆ เละๆ เปลือกจะมีสีม่วงหรือสีเหลืองขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ที่แตกต่างกันออกไป 

สีเหลืองหรือสีทองของเสาวรสมีกรดอยู่สูงมากและมีรสชาติเบา ในขณะที่สีม่วงจะมีกลิ่นหอมมากและมีรสชาติอร่อย

ผลไม้ชนิดนี้จะนิยมบริโภคในรูปแบบของน้ำผลไม้ หรืออาจนำไปผสมอยู่ในจานสลัด มันสามารถนำมาผสมในเครื่องดื่มค็อกเทล และขนมหวาน เพื่อช่วยเพิ่มรสชาติอีกทั้งยังมีคุณค่าทางโภชนาการอีกด้วย

เสาวรสมีประโยชน์ต่อสุขภาพ:

-ความดันโลหิต

การบริโภคเสาวรสหนึ่งลูกเป็นประจำวัน คุณจะได้รับโพแทสเซียม ¼ โพแทสเซียมเป็นแร่ธาตุสำคัญในร่างกายและยังมีฤทธิ์เป็นยา(vasodilator)

มันช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดและผ่อนคลายความตึงเครียดของหลอดเลือด ช่วยเสริมสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดและช่วยลดความเครียดในหัวใจ โพแทสเซียมเป็นสิ่งสำคัญสำหรับรักษาสมดุลของของเหลวให้เหมาะสมกับเซลล์ในร่างกาย คุณจึงควรกินเสาวรสเป็นประจำเพื่อให้หัวใจและการทำงานของเซลล์มีสุขภาพที่ดี 

-ช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน

เสาวรสอุดมไปด้วยวิตามิน A, C และสารอาหารที่จำเป็น เช่น เบต้าแคโรทีน และ Xanthin ซึ่งมีประสิทธิภาพในการเพิ่มการทำงานระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้กับเรา การบริโภคผลไม้ชนิดนี้เป็นประจำจะส่งผลให้คุณมีความต้านทานสูงกับโรคไข้หวัดและอาการติดเชื้ออื่น ๆ

-สุขภาพหัวใจและหลอดเลือด

คุณควรเก็บเสาวรสไว้ใกล้กับหัวใจของคุณทำไม? เพราะมันมีไขมันต่ำมากและเกือบจะไม่มีคอเลสเตอรอลเลย เราทุกคนรู้ว่าคอเลสเตอรอลเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของหัวใจ มันบล็อกหลอดเลือดแดงและสร้างความแปรปรวนให้กับความดันโลหิตซึ่งจะส่งผลให้เกิดความเครียดที่เพิ่มขึ้นในหัวใจของคุณ ประโยชน์ของมันไม่เพียงเป็นแค่ผลไม้ที่มีไขมันต่ำ มังยังอัดแน่นไปด้วยไฟเบอร์ที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่ม HDL หรือคอเลสเตอรอลที่ดีและลดระดับ LDL คอเลสเตอรอลไม่ดีได้อีกเช่นกัน

-ป้องกันโรคมะเร็ง

เสาวรสสามารถต้านสารก่อมะเร็งในร่างกายได้อย่างยอดเยี่ยม สารต้านอนุมูลอิสระในผลไม้ชนิดนี้ช่วยลดอนุมูลอิสระสำหรับผู้ป่วยที่เป็นมะเร็ง

นอกจากนี้ยังมีสารฟลาโวนอยด์(Flavonoids) วิตามินเอ และสารประกอบฟีนอล (Phenol) ซึ่งสารทั้งหมดมีคุณสมบัติเชื่อมโยงกับการต้านมะเร็งโดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งในปอดและมะเร็งในช่องปาก รวมถึงมะเร็งชนิดอื่นๆ 

-สุขภาพทางเดินอาหาร

ผลไม้ชนิดนี้มีไฟเบอร์อยู่สูงมากมันให้เส้นใยถึง 98% เมื่อคุณรับประทานทุกวัน ไฟเบอร์เป็นส่วนประกอบสำคัญของอาหารเพื่อสุขภาพเพราะมันช่วยในการย่อยอาหาร ส่งผลให้เกิดความง่ายดายต่อการลำเลียงอาหารไปยังลำไส้ เสาวรสเป็นแหล่งรวมที่ดีของเส้นใยที่ละลายน้ำทั้งในเปลือกและในเนื้อ ช่วยลดอาการท้องผูกและยังป้องกันโรคต่างๆ ที่เกี่ยวกับทางเดินอาหาร เช่น โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก

-ปรับปรุงสุขภาพตา

เสาวรสเป็นหนึ่งในอาหารเพื่อสุขภาพที่พิสูจน์แล้วว่ามีประโยชน์มากสำหรับสุขภาพตา มันมีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่สูงมาก เช่น วิตามิน A, C และ ฟลาโวนอยด์ (flavonoid) 

สารอาหารเหล่านี้ช่วยปกป้องดวงตาจากความเสียหายจากอนุมูลอิสระและปกป้องเยื่อเมือกที่กระจกตาของเรา 

อ้างอิง : 1mhealthtips.com 
แปลข้อมูลโดย : http://www.rak-sukapap.com/

วันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

แก้ส้นเท้าแตกให้กลับมาเนียนนุ่ม ทำได้ง่ายๆด้วย 7 วิธีที่หลายคนนึกไม่ถึง!


ปัญหาส้นเท้าแตกถ้าใครเป็นจะรู้เลยว่าน่ารำคาญม๊ากกก เพราะเท้าจะแห้งๆ เป็นรอยแตกดูแล้วไม่น่ามองอย่างแรง แถมยังขูดนั่นข่วนนี่ไปหมด 

วันนี้เราก็เลยไปหาวิธีแก้ส้นเท้าแตกด้วยของจากธรรมชาติมาฝากกันค่ะ แค่ใช้ของหาง่ายๆ ในครัวเรือนนี่แหละ รับรองแก้ได้!!

1. น้ำผึ้ง เพราะในน้ำผึ้งมีมอยซ์เจอไรเซอร์จากธรรมชาติ แถมยังมีสารแอนตี้แบคทีเรีย วิธีการใช้ก็แค่เทน้ำผึ้งลงในน้ำอุ่น แล้วแช่เท้าเอาไว้อย่างน้อย 20 นาที ทำก่อนนอนทุกคืนจะเห็นผลเร็วขึ้น 

2. น้ำมันมะพร้าว เรียกว่าเป็นน้ำมันเทพที่ควรมีติดบ้านจริงๆ เพราะเต็มไปด้วยวิตามินอีเข้มข้น ที่จะช่วยสมานผิวแตกๆ ให้เรียบเนียนขึ้นได้เร็ว แค่แช่เท้าในน้ำอุ่น จากนั้นนวดต่อด้วยน้ำมันมะพร้าว แล้วใส่ถุงเท้าเข้านอน ก็เนียนนุ่มชุ่มชื้น 

3. เชียบัตเตอร์กับน้ำมะนาว เป็นบัตเตอร์เนื้อเข้มข้นเหมือนขี้ผึ้ง ดังนั้นจึงช่วยให้เท้านุ่มสมานผิวให้หายแตกได้ วิธีใช้คือแช่เท้าในน้ำอุ่นผสมน้ำมะนาวแล้วขัดที่รอยแตกเบาๆ จากนั้นเช็ดเท้าให้แห้งแล้วโปะเชียบัตเตอร์ลงไป และใส่ถุงเท้าเข้านอน 

4. กล้วย กล้วยมีเอนไซม์ที่จะช่วยกระตุ้นให้ผลัดเซลล์ผิวใหม่ ดังนั้นลองบดกล้วย 1 ลูก กับน้ำมันมะพร้าว 2 ช้อนโต๊ะ แล้วพอกเท้าเอาไว้ 20 นาที โดยใส่ถุงพลาสติกครอบอีกชั้น จากนั้นล้างออกด้วยน้ำอุ่นแล้วทาครีมบำรุงให้ชุ่มชื่น 

5. เปลือกมะนาวและเกลืดขัดผิว เราต้องขัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกให้หมด เพื่อให้ส้นเท้าแตกกลับมาเนียนนุุ่มอีกครั้ง จึงต้องใช้เกลือขัดผิวทาบนเปลือกมะนาว แล้วค่อยๆ ขัดเซลล์ที่ตายแล้วให้หลุดออก เพราะมะนาวมีกรดธรรมชาติที่จะช่วยผลักเซลล์ผิวได้ 

6. น้ำมันมะกอก อีกหนึ่งของดีที่ควรมีติดบ้านไว้เลย สำหรับน้ำมันมะกอก ซึ่งนอกจากจะหมักผม หมักผิวให้นุ่มแล้ว เรายังเอาน้ำมันมะกอกมาทาที่ส้นเท้าแตก เพื่อสมานผิวได้อีกด้วย วิธีใช้ก็แค่ทาน้ำมันมะกอกที่เท้าทุกวัน ใส่ถุงเท้าเข้านอน จากนั้นล้างออกด้วยน้ำอุ่น 

7. เบกกิ้งโซดา ราชาแห่งก้นครัวจริงๆ สำหรับเบกกิ้งโซดา ที่แค่หยิบมาผสมน้ำแล้วขัดเบาๆ ที่เท้า ก็จะช่วยเสกเท้าให้เนียนนุ่มได้อย่างไม่น่าเชื่อ เคล็ดลับคือหลังจากขัดแล้วให้ทิ้งไว้สัก 5-10 นาที ก่อนล้างออก หลังจากล้างออกแล้วให้ทาครีมบำรุงแแล้วใส่ถุงเท้า รับรองหายแน่ 

บทความจาก...... ladyissue 

ตรงอย่างไม่น่าเชื่อ! โครงจมูกเผยถึงนิสัยที่แท้จริงได้แม่นมากๆ คุณเป็นแบบไหนมาลองดูกัน


ตรงอย่างไม่น่าเชื่อ! โครงจมูกเผยถึงนิสัยที่แท้จริงได้แม่นมากๆ คุณเป็นแบบไหนมาลองดูกัน

เมื่อโครงจมูกบอกนิสัยคุณได้ หนุ่มๆสาวๆมาลองดูกันซิว่า 8 ลักษณะนี้ มันตรงกับคุณจริงหรือไม่

1.The Nubian Nose

คนที่มีโครงจมูกแบบเป็นสันยาวและงุ้มปลาย มักจะเป็นคนที่มีความอยากรู้อยากเห็น เอื้อเฟื้อต่อผู้อื่น และเป็นที่รัก อีกทั้งเป็นคนที่หาทางแก้ไขปัญหาต่างๆได้ดีอีกด้วย

2.The Greek Nose

โครงจมูกแบบรูปปั้นกรีก จมูกเรียวตรงปลายแหลม คนที่มีโครงจมูกในลักษณะนี้เป็นคนเก็บตัว ไม่ชอบเป็นจุดศูนย์กลาง มักอยู่ในกรอบแบบแผนและมีความจงรักภักดีสูง เป็นเรื่องยากที่จะให้คนที่มีจมูกลักษณะนี้เปิดเผยความรู้สึก

3.The Hooknose

จมูกแบบจะงอยปากนก ลักษณะสันจมูกโค้งงุ้มราวจะงอยปากนก เป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์และเสียสละ คนประเภทนี้ยึดมั่นในความเชื่อของตนเองและไม่กลัวที่จะทำอะไรเสี่ยงๆเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

4.The Arched Nose

จมูกงองุ้มตรงสันกลางหักปลาย ผู้ที่มีจมูกเว้าปลายถือว่าเป็นคนที่มีความมุ่งมั่นมาก มักเป็นคนที่เอาการเอางานและทำงานเก่ง

5.The Button Nose

จมูกเล็กสั้นสวย เป็นโครงจมูกที่นิยมในคนส่วนมาก คนที่มีจมูกแบบนี้ จัดว่าเป็นคนที่เอาแต่ใจ และทำให้ผู้อื่นรำคาญใจเสมอ มีความคิดที่แน่วแน่ ชอบทำธุรกิจ อยากได้อะไรก็ต้องได้ 

6.The Straight Nose 

สันจมูกยาว แบน ตรง ปีกจมูกกว้าง และปลายมน ส่วนใหญ่เป็นชาวเอเชียที่มีโครงจมูกลักษณะนี้ เป็นคนแข็ง เจ้าอารมณ์ และโกรธง่าย มีความอดทนต่ำ

7.The Concave Nose

สันกลางจมูกโด่งโค้งเล็กน้อยและเว้าปลาย คนประเภทนี้เป็นคนใจกว้าง ชอบช่วยเหลือผู้อื่น อ่อนไหวง่ายจนอาจถูกผู้อื่นทำให้เจ็บปวดหรือโดนหลอกได้ ง่ายๆ

8.The Crooked Nose

จมูกทรงหักเบี้ยว คนที่มีลักษณะนี้มักเป็นที่รัก เนื่องจากเป็นผู้ฟังที่ดี จึงมีเพื่อนฝูงเยอะ ใส่ใจกับทุกๆเรื่องและปรับตัวเข้ากับสิ่งรอบข้างได้ดี 

ที่มา...http://www.share-si.com/2016/12/blog-post_98.html

5 ท่าบริหาร เบิร์นแคลอรี แค่ 10 นาที ก็หุ่นเฟิร์มได้


อยากออกกำลังกาย แต่ไม่มีเวลา ประโยคยอดฮิตของ working woman ทั้งหลาย เชื่อว่าสาวๆหลายคนอยากออกกำลังกายให้หุ่นเฟิร์มกันทั้งนั้น 
แต่ปัญหาคือ สถานที่และเวลาช่างไม่เหมาะเอาซะเลย การเข้ายิมครั้งละนานๆกับเทรนเนอร์เพื่อเบิร์นไขมันในแต่ละวันนั้นดูจะเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับสาวๆที่ยุ่งกับงานทั้งวัน บอกลาปัญหานี้ไปได้เลย 

เพราะวันนี้เราได้นำการออกกำลังกายเพื่อเบิร์นแคลอรีมาฝากสาวๆ ที่สำคัญ ทำได้ที่บ้าน ไม่ต้องมีอุปกรณ์ แถมใช้เวลาเพียงแค่ 10 นาทีเท่านั้น ก็สามารถออกกำลังได้เกือบทุกส่วนของร่างกายเลยทีเดียว 


1. Jumping Jacks ท่ากระโดดตบง่ายๆที่เคยทำมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ ใครจะรู้ว่ามันก็ช่วยเบิร์นไขมันได้ดีเหมือนกันนะ ให้สาวๆกระโดดตบเป็นเวลา 30 วินาที จุดสำคัญคือพยายามหายใจให้สม่ำเสมอ และใช้ปลายเท้าในการรับน้ำหนักตัวแทนที่จะใช้ส้นเท้า ซึ่งเป็นวิธีที่ผิดนะจ๊ะสาวๆ 


2. High knees ท่านี้ เป็นการวิ่งอยู่กับที่ เพียงแต่ต้องยกเข่าขึ้นมาให้อยู่ในระดับสะโพกในจังหวะที่ยกขาขึ้น ย่ำสลับกันซ้ายขวาโดยรักษาระดับความสูงของเข่าไว้ให้คงที่ ทำให้ครบ 30 วินาที 


3. Squat Jumps ท่านี้เป็นการผสมผสานระหว่างการทำสควทและการกระโดด เริ่มจากยืนแยกปลายเท้าห่างกันเท่ากับช่วงสะโพก หลังตรง จากนั้นค่อยๆย่อตัวลงไปทำการสควอทตามปกติ 

และเมื่อถึงจังหวะที่เราจะยืดตัวขึ้นจากการทำสควอท แทนที่จะกลับไปยืนนิ่งๆเหมือนท่าเริ่ม ให้สาวๆยืดตัวขึ้นพร้อมกระโดดให้ปลายเท้าลอยจากพื้นเล็กน้อยแทน กระโดดเบาๆจากนั้นย่อตัวสลับกลับมาทำสควอทใหม่อีกรอบ ทำสลับกันไปจนครบ 30 วินาที 


4. Alternating Lunges เริ่มจากยืนตัวตรงเท้าชิด จากนั้นให้ก้าวขาซ้ายออกไปวางด้านหลัง (ให้แนวขาที่ก้าวออกไปอยู่ในแนวตรง ไม่เฉียงนะคะ) พร้อมงอเข่าด้านขวาและลำตัวลง จนต้นขาด้านขวาขนานกับพื้น (ลักษณะของขาขวาในstepนี้จะมีลักษณะคล้ายตัว L คว่ำ) 

ส่วนขาซ้ายให้ใช้ปลายเท้ารับน้ำหนักตัวไว้ งอเข่าซ้ายจนเกือบแตะพื้น (ลักษณะของขาซ้ายในstepนี้จะคล้ายกับตัว L หงาย ตรงข้ามกับขาขวานั่นเองค่ะ) ค้างไว้ประมาณหนึ่งวินาทีสั้นๆ ก่อนจะดึงขาซ้ายกลับไปยังท่าเริ่มต้น จากนั้น ทำในลักษณะเดิมเพียงแต่สลับเป็นก้าวขาขวาไปด้านหลังแทนขาซ้าย ทำสลับกันซ้ายขวาไปเรื่อยๆจนครบ 30 วินาที 

สำหรับท่านี้มือทั้งสองข้างสามารถปล่อยลงขนาบข้างลำตัวสบายๆหรือจะประสานกันยกไว้ในระดับอกเพื่อช่วยในการทรงตัวก็สามารถทำได้เช่นกันค่ะ 


5. Squat Taps เป็นผสมผสานระหว่างการทำสควอทและการแตะขา เริ่มจากทำท่าสควอทปกติ แต่ในจังหวะที่เรายืดตัวขึ้นนั้น ให้ยกขาขวาเฉียงออกไปด้านขวาแล้วแตะพื้น จากนั้นดึงขาขวากลับมาที่เดิม ก่อนจะทำการย่อตัวลงและสควอทอีกครั้ง 

และเมื่อยืดตัวขึ้น ให้เปลี่ยนเป็นการก้าวขาซ้ายเฉียงออกไปแตะพื้นด้านซ้าย ก่อนจะดึงขาซ้ายกลับมาที่เดิม และให้สลับไปทำสคอทอีกครั้ง ทำสลับกันซ้ายขวาจนครบ 1 นาที 

http://www.bedtaledidea.com/2015/09/5-10.html

แจกฟรี ! สูตรหมักไก่ย่างเงินล้าน รสเด็ด อร่อยถูกใจ สามารถเอาไปสร้างอาชีพได้เลย


แจกฟรี! สูตรหมักไก่ย่างเงินล้าน รสเด็ด อร่อยถูกใจ สามารถเอาไปสร้างอาชีพได้เลย

พูดถึงไก่ย่าง เพื่อน ๆ ต้องเคยลองทานมาแล้วหลายแบบ หลายรสชาติ แต่ไก่ย่างที่พบเห็นและทานกันบ่อยๆ คงหนีไม่พ้น ไก่ย่างพังโคน ไก่ย่างวิเชียรบุรี หรือไก่ย่างต่าง ๆ ที่มีขายตามร้านข้างทาง ด้วยรสชาติที่หอม กรอบ อร่อย ทำให้กลายเป็นเมนูอาหารที่คนนิยมทางเป็นอย่างมาก 

บทความนี้เราก็ได้มาแจกสูตรหมักไก่ย่าง ที่มีรสชาติหอม กรอบอร่อยเช่นกัน ให้เพื่อน ๆ ได้ลองไปทำทาน และทำขายสร้างรายได้เป็นอาชีพเสริม หรืออาชีพหลักกันไปเลย


วัตถุดิบและส่วนผสม

- น่องไก่ 4 ชิ้น
- รากผักชี
- พริกไทย
- กระเทียม
- ซีอิ้วขาว
- เหล้าจีน
- น้ำผึ้ง

วิธีการทำไก่ย่าง

1. ล้างน่องไก่ให้สะอาด นำรากผักชี พริกไทย และกระเทียม มาตำให้ละเอียด แล้นำมาผสมกับซีอิ้วขาว เหล้าจีน และน้ำผึงในชาม ( ปริมาณกะเอาให้พอดีในการหมักกับน่องไก่ ) 


2. นำน่องไก่มาคลุกเคล้าให้เข้ากันกับเครื่องปรุง 


3. นำน่องไก่ไปย่างที่เตา โดยใช้อุณหภูมิประมาณ 200 C ไม่ควรให้ไฟโดนไก่โดยตรง ย่างไปประมาณ 40 นาที จนไก่สุกทั่ว และเนื้อข้างในชุ่ม 




เสร็จแล้วก็พร้อมเสิร์ฟ ทานกับข้าวเหนียวร้อน ๆ และจิ้มกับน้ำจิ้มแจ่ว สำหรับใครที่กำลังหาอยู่ว่าจะขายอะไรดี ลองนำสูตรหมักไก่ย่างนี้ไปทำขายดูกันก็ได้นะครับ

CR. http://www.bedtaledidea.com/2017/02/blog-post_24.html